วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

เพื่อนฉันเป็นหมู

ถึงเพื่อนจะเป็นหมูเพื่อนก็ยังเป็นเพื่อน

และกลุ่มเพื่อนที่ว่านั้นมีไม่กี่คน ^_^ 

เพื่อนมีหลายแบบ ทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนตาย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเพื่อนแบบไหน
 
ส่วนเราเชื่อเสมอว่า... 
มันมีแรงดึงดูดบางอย่างดึงดูดสิ่งที่เหมาะสมกับเราเข้ามาหาเราเองโดยธรรมชาติ
เพื่อนที่เราคบหาอยู่ก็เช่นกัน

เมื่อมีเพื่อนไม่มากอาจจะมีเรื่องเล่าไม่มากแต่จะมีความสนิทกันมาก 
เราเคยสังเกตุตัวเองไหมเราจะมีเพื่อนสนิทกี่คนก็ตามแต่เราจะไม่คุยเรื่องทุกเรื่องกับเพื่อนคนเดียว จิตสำนึกเราจะเลือกเองว่าเรื่องไหนควรพูดกับใคร และเรื่องไหนไม่ควรพูดกับใคร 
การที่เราเลือกที่จะพูดหรือไม่พูดกับใครอาจจะไม่ใช่เพราะเราไม่ไว้ใจหรือไม่เชื่อใจ แต่สำหรับเพื่อนเราเรียกว่าความเกรงใจกัน บางคนเราเกรงใจในบางอย่าง กับอีกคนเราเกรงใจในอีกแบบ....(เคยเป็นแบบนี้กันไหม)....... เรื่องไหนที่เราคุยกับใครไม่ได้เราก็จะเก็บไว้ ^_^


พอพูดถึงเพื่อนตัดมาตอนที่ผู้เขียนทำงานก็มีเพื่อนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในที่ทำงาน เป็นกลุ่มเดียวที่ติดต่อกันอยู่ตลอดไม่ว่าจะยังทำงานอยู่ที่เดิมหรือเปลี่ยนที่ใหม่เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนกลุ่มเดิม 
พูดคุยกันตลอด แต่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่มีนัดกันบ้าง ส่วนใหญ่เรื่องที่นัดกันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกิน แต่ก็ดีนะถึงจะเป็นการนัดเจอเพราะเรื่องกินแต่เพื่อนก็ช่วยเหลือตลอดเวลา
พอใครที่มีปัญหา....บางคนคอยรับฟัง บางคนก็คอยช่วยเหลือนับว่าเป็นกลุ่มที่สามารถปรึกษาได้....

เราจะชอบนัดกันไปกินบุฟเฟ่เป็นส่วนใหญ่ หมูกะทะ ชาบู จิ้มจุ่มอะไรก็ได้ที่เป็นบุฟเฟ่เราไปกันหมด 
เราชอบบูลรี่กันเล่นๆในเรื่องอ้วนเสมอ...เราคุยกันสนุกๆนะ ไม่ได้จริงจังอะไร 
เรื่องชวนกันออกกำลังกายนั้นไม่มี น้อยมาก เคยชวนแต่ได้ไม่กี่วันก็ชวนกันกิน 
กิจกรรมหลังออกกำลังกายคือการกิน กลายเป็นว่าเรื่องกินคือเรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา ^0^

จากสาวหนุ่นเพรียวกลายมาเป็นสาวอวบอั๋น แต่พวกเราก็กินกันต่อไป 
การกินคือเรื่องของความสุขในชีวิตอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ 

กินเก่งจริงๆจนตอนนี้เพื่อนกลายเป็นหมูไปทีละคน รวมถึงเราด้วย เกือบทุกวันจะมีรูปภาพอาหารส่งเข้าในไลน์กลุ่ม ไม่ในไลน์ก็ในเฟส เป็นการหลอกล่อเราทุกช่องทาง เคยชวนออกกำลังกายนะแต่คำตอบคือไม่ ^0^ 

เพื่อนก็คือเพื่อน... พอมีเรื่องเขาจะถามเราก่อนโดยที่ไม่ได้ฟังแค่จากคนอื่นแล้วรีบตัดสิน ชอบตรงนี้แหละ....บางที่เราก็มีนินทากันบ้างแหละแต่ไม่ได้เอาไปพูดต่อเพราะมันเป็นแค่เรื่องตลก.....เรื่องของกลุ่มเราไม่ใช่เรื่องที่ใครๆจะต้องรู้ทุกเรื่อง....

ด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคมห้ามที่จะไม่ให้มีเพื่อนไม่ได้ แม้คนที่ชอบเก็บตัวยังต้องมีเพื่อน 
การเลือกคบเพื่อนเราไม่จำเป็นต้องดูที่ฐานะและหน้าตา 
แค่เราดำเนินชีวิตไปแบบปกติแล้วโลกจะเหวี่ยงคนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกับเราเข้ามาหาเราเอง 
แล้วเราจะสามารถคัดกรองคนที่เข้ามาเชื่อมสัมพันธ์ุกับเราได้ อะไรที่ไม่เหมาะกับเราสิ่งนั้นจะไปจากเราเองไม่ช้าก็เร็ว...

เมื่อเราเจอเพื่อนที่ดีแล้วเราก็ควรรักษาไว้ให้ดี ถนอมน้ำใจกัน ช่วยเหลือกัน เอาความจริงใจให้กันแล้วทุกอย่างมันจะดำเนินไปในทางที่ดีเอง....

ถึงวันนี้เพื่อนเราจะเริ่มเป็นหมูแล้วก็ตาม เพื่อนเราเป็นหมูแค่ร่างแต่สภาพจิตใจยังเป็นนางฟ้า 
พิมพ์มาถึงตอนสุดท้ายนี้แล้วขำเอง....^0^

เรื่องกินเรื่องใหญ่ แต่เรื่องใส่ใจก็ไม่แพ้กัน ^_^


เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไป...การเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้น


สมัยก่อนคนไทยเชื่อว่าผู้ชายคือช้างเท้าหน้าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง....
ผู้หญิงต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือน...ส่วนผู้ชายต้องออกทำงานนอกบ้านเลี้ยงลูกเมีย....
แต่เมื่อ...ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมใหม่ๆได้เข้ามา เทคโนโลยี ผู้คนใหม่ๆได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ ของผู้คนเปลี่ยนไป หากแต่การเชื่อมต่อทางสังคมยังมีอยู่ 
 วัฒนธรรมต่างๆที่เคยมีได้ถูกกลืนกินไปทีละนิด สังคมเปลี่ยน พฤติกรรมคนเริ่มเปลี่ยนไป  

ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาททางสังคมมากขึ้น...

เมื่อ...การหาเงินเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป...
จะว่าไป สมัยนี้ ใช้คำว่า ผู้หญิงหาเงินง่ายกว่าหาผัว... ก็อาจจะได้ 

เพราะ.......
1. ผู้หญิงมีความอดทนได้มากกว่า 
2. ผู้หญิงมีความพยายามมากไม่เหยาะแหยะ
3. ผู้หญิงมีความตั้งใจและสมาธิที่ดีกว่า 
4. ผู้หญิงมีความต้องการอยากได้นั่น อยากได้นี่มากจึงต้องหาให้ได้มากเท่ากับความต้องการของตัวเอง (จริงไหมนะ) ^0^
............
ฯลฯ

พอบทบาทของผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้างบทบาทของผู้ชายกลับลดลง หรือจริงๆแล้วบทบาทผู้ชายอาจไม่ได้ลดน้อยลงเพียงแต่เรามองเห็นถึงความเท่าเทียมกันของทั้งสองเพศมากขึ้น 

การดูแลเรื่องภายในบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวอีกต่อไป และเช่นเดียวกันการทำงานนอกบ้านก็ไม่ใช้เรื่องที่ผู้ชายทำได้เพียงฝ่ายเดียว
ผู้หญิงสมัยใหม่มีความมั่นใจมากขึ้น สังคมยอมรับความสามารถและผู้หญิงทำงานนอกบ้านเลี้ยงดูครอบครัวได้เช่นกัน....แต่ถึงยังไงผู้หยิงก็ยังต้องพึ่งพาผู้ชายในเรื่องของการใช้พละกำลัง 

ปัจจุบันนี้จะเห็นว่าผู้หญิงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้น...เลือกพึ่งตัวเองมากขึ้น
เราจะเห็นคนโสด อยู่ทุกพื้นที่ เรียกได้ว่าคนโสดครอบคลุมทุกพื้นที่ก็ว่าได้....☺ 

ความสามารถของผู้หญิงมีมากขึ้นความรู้สึกว่าการที่จะพึ่งพาตัวเองสามารถทำได้ 
ผู้หญิงหลายคนจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียวมากขึ้น 

อยู่คนเดียวจนเกิดความเคยชิน แต่ธรรมชาติของมนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม 
และพฤติกรรมของมนุษย์ในอนาคตข้างหน้ายังคงจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปตามยุคสมัย
เราเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่มาถึงแล้วหรือยัง.....??????


สุดท้ายแล้วก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงกับผู้ชายนั้นเป็นของคู่กัน คู่กันได้ในทุกสถานะ.....





วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

การเดินทางของเด็กปลายแถว

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง


เมื่อคนเราเกิดมาไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่เท่ากันคือเรามีเวลา 24 ชม. เท่าๆกัน 
เรามักจะอ่านเจอกันบ่อยๆกับประโยคนี้ ในหนังสือหลายๆเล่ม วันนี้จึงขอยกประโยคนี้มาใช้บ้าง ^_^

เรื่องราวของการเดินทางของฉัน มีเมื่อวาน วันนี้ และอาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ 

ฉัน....ไม่เคยรู้เลยว่าอนาคตจะต้องเป็นอย่างไร ช่วงเวลาไหนต้องทำอะไร 
ช่วงอายุเท่าไหร่จะต้องเป็นแบบไหน ชีวิตขาดการวางแผนมาโดยตลอด
มีเดินไปผิดทางบ้าง เดินไปถูกทางบ้าง (เชื่อว่าหลายคนก็เป็น...)

เมื่อเรามานั่งมองย้อนไปถึงเวลาที่ผ่านมา เวลานั้นที่เราทุกคนเรียกมันว่า "อดีต"
เราจะทำอย่างไรเมื่อเรานึกเสียดายเวลาที่ผ่านมานั้น...นั่งร้องไห้เสียใจ ฟูมฟาย นึกน้อยใจตัวเองหรอ......หรือว่าเสียดายที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ นั่งมองดูตัวเองและมองคนรอบข้าง ต้องนึกในใจ เอ๊ะ!!!! ทำไมชีวิตเขาดีจัง แล้วเราละเราทำได้แค่นี้หรือ...ทำไมมันท้อแท้ ทำไมมันอ่อนแอ...บางคนคิดโทษตัวเองจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า....บางคนคิดโทษคนอื่นจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ร้ายกาจ....


ไม่ใช่....ไม่ใช่ !!!!!    


ความคิดเหล่านั้นมันไม่ใช่ความคิดของนักเดินทาง ลองมาเปลี่ยนความคิดกันหน่อยไหมบางที่อะไรที่ว่าแย่มันอาจจะดีขึ้นก็ได้....
เมื่อเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ "วันนี้" เรายังมี รีบสำรวจตัวเองเลยว่างร่างกายเรายังครบสมบูรณ์แบบหรือป่าว เรายังมีรอยยิ้ม เรายังมีจิตใจอยู่หรือป่าว แล้วเตรียมออกเดินทางกันได้แล้ว....การเดินทางของแต่ละคนแตกต่างกัน เมื่อวันนี้เรามีเวลา 24 ชม. เท่ากันเราก็เริ่มการเดินทางในแบบของเราสิ อะไรที่เราถนัด อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข อะไรบ้างที่เหมาะกับเรา เราต้องรู้จักเราและต้องรู้จักใจเรา ถ้าเราไม่รู้จักใจเราแล้วใครจะมารู้ใจเราดีไปกว่าเราได้ ที่เรายังไม่รู้เรายังสับสนอาจเพียงเพราะเรามองคนอื่นมากไปจนลืมหันมองและใส่ใจเราเองหรือเปล่า  มองในที่นี้คือมองชีวิตคนอื่นมากไป เคยสังเกตไหมว่าในบางครั้งเรารู้เรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเองซะอีก......และคนแบบนี้ก็มีเยอะนะที่รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง (หยอกๆ....แต่มันจริงนะ)  ^0^

วันนี้ก็กลับมาดูแลตัวเองบ้าง มาดูบ้างว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไร บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องอยากได้ในสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องมีหรือไม่จำเป็นต้องใช้มันเพียงเพราะเห็นคนอื่นมี 
....ลองนึกดูสิว่าสิ่งเหล่านั้นมันทำให้เราทุกข์ใจมากเกินไปไหม....ใช้ชีวิตต้องให้มันขึ้นอยู่กับความพอดี ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความพอใจของคนอื่น^_^

นึกออกหรือยังว่าวันนี้เราอยากจะทำอะไร....ไม่ว่าอดีตเราจะทำอะไรไม่เคยสำเร็จเรามาลองทำในวันนี้ดูสิ เริ่มจากอะไรก็ได้ที่มันง่ายๆก่อน เก็บแต้มความภูมิใจไปทีละนิดที่ละน้อย ถึงไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นภูมิใจแต่มันเป็นเรื่องที่เราภูมิใจเมื่อเราภูมิใจเราก็สุขใจ หรือให้พูดแบบวัยรุ่นก็คงจะใช้คำว่า "มันดีต่อใจ" แค่นี้คงเพียงพอแล้ว มันเป็นการเสริมสร้างกำลังใจของนักเดินทางอีกแบบ

ในเวลา 24 ชม. เราใช้เวลากับอะไรมากที่สุด อย่าโทษว่าเวลาแต่ละวันทำไมเดินเร็ว หรือทำไมเดินช้า ทั้งๆที่ทุกวันมันมี 24 ชม. ทั้งปี ไม่เคยมีเลยว่าปีนี้เวลาจะเพิ่มขึ้นเป็น 25 ชม.แล้วนะ 1 วัน มี 24 ชม. เท่าเดิมไม่เพิ่มไม่ลดอย่าต่อรอง ^_^  """ โทษตัวเองบ้างดีกว่า ใน 24 ชม. นี้เราทำอะไรเพื่อตัวเองแล้วบ้าง บางคนใช้เวลากิน นอน เล่นเกมส์ สังสรรค์ เฮฮา สะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากสิ่งที่เราทำในทุกวันมันคือความเคยชิน ลองเปลี่ยนความเคยชินนั้นบ้างดีไหม....
...หากความชินนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตยังย่ำอยู่ที่เดิม....
หรือว่าพอใจกับความเคยชินนั้นแล้ว ????? (หรอ)  วันนี้ไม่ต้องรีบแต่ค่อยปรับตัวค่อยๆเพิ่มพลังใจ ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้มีสองด้านเสมอ อยู่ที่จิตใจเราจะมองเห็นด้านไหน....คงไม่มีอะไรยากเกินถ้าเราลงมือทำลงมือทำ

การกระทำในวันนี้จะส่งผลถึงวันพรุ่งนี้....
แล้ววันนี้เราเลือกที่จะให้วันพรุ่งนี้เป็นอย่างไร ???

"ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ"

ถึงชีวิตจริงอาจไม่ได้เป็นเหมือนบทเพลง 
ชีวิตไม่ได้มีพรุ่งนี้เสมอเหมือนเพลงของพี่ตูน....บอดี้แสลม
แต่เราสามารถทำวันนี้เผื่อวันพรุ่งนี้ได้เสมอนะ....

ทำไม...ชีวิตถึงไม่เหมือนบทเพลง เพราะชีวิตเราไม่ได้เป็นนิรันทร์เพื่อที่จะรอวันพรุ่งนี้ตลอดไป.